บทคัดย่อ
เศรษฐกิจดิจิทัลทำให้ความรู้ การออกแบบ ซอฟต์แวร์ สิทธิบัตร มาตรฐานทางเทคโนโลยี และตราสินค้า กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญของกิจการ บริษัทจำนวนหนึ่งไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าทางกายภาพด้วยตนเอง แต่สามารถสร้างรายได้จากการอนุญาตให้บริษัทอื่นใช้ทรัพย์สินทางปัญญา กรณีของ Arm Holdings และ Dolby Laboratories สะท้อนตัวแบบธุรกิจดังกล่าวอย่างชัดเจน โดย Arm พัฒนาและให้สิทธิใช้สถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีการออกแบบชิป ขณะที่ Dolby ให้สิทธิใช้เทคโนโลยีเสียงและภาพควบคู่กับการรับรองมาตรฐานและการใช้ตราสินค้า บทความนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างมูลค่า การยึดครองมูลค่า และการจัดสรรมูลค่าระหว่างผู้สร้างสรรค์ แรงงาน เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัทผู้ควบคุมตลาด ข้อเสนอสำคัญคือ การสร้างมูลค่าทางนวัตกรรมเป็นกระบวนการร่วมของบุคคลและองค์กรหลายฝ่าย แต่ความสามารถในการยึดครองผลตอบแทนขึ้นอยู่กับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา อำนาจต่อรอง มาตรฐานทางเทคโนโลยี และตำแหน่งขององค์กรในห่วงโซ่มูลค่า ระบบดังกล่าวจึงอาจพิจารณาได้ว่าเป็นกลไกหนึ่งของทุนนิยมดิจิทัลและทุนนิยมผูกขาดทางปัญญา อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จำเป็นต้องแยกการให้ผลตอบแทนแก่การสร้างสรรค์ออกจากการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้การคุ้มครองนวัตกรรมกลายเป็นกลไกสะสมผลประโยชน์ที่ไม่สมดุล
คำสำคัญ: การสร้างมูลค่า, การยึดครองมูลค่า, ทรัพย์สินทางปัญญา, แรงงานสร้างสรรค์, ทุนไม่มีตัวตน, ทุนนิยมดิจิทัล
.
บทนำ
ในระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม การสร้างมูลค่ามักเชื่อมโยงกับการครอบครองเครื่องจักร โรงงาน วัตถุดิบ และกำลังแรงงาน แต่เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ความได้เปรียบทางธุรกิจจำนวนมากกลับเกิดจากสินทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างทางกายภาพ เช่น ความรู้ทางเทคนิค ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล สิทธิบัตร แบบผลิตภัณฑ์ เครื่องหมายการค้า มาตรฐานทางเทคโนโลยี และความสามารถในการจัดการเครือข่ายธุรกิจ สินทรัพย์เหล่านี้เรียกรวมกันว่า “ทุนไม่มีตัวตน” หรือ intangible capital
World Intellectual Property Organization (WIPO, 2017) พบว่า ทุนไม่มีตัวตนมีส่วนสร้างรายได้ประมาณร้อยละ 30.4 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่จำหน่ายทั่วโลกในช่วงที่ศึกษา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2014 ขณะที่งานศึกษาของ Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) ประมาณว่า ทุนไม่มีตัวตนได้รับผลตอบแทนประมาณร้อยละ 27 ของรายได้ในห่วงโซ่มูลค่าการผลิตของประเทศสมาชิก OECD ส่วนแรงงานได้รับประมาณร้อยละ 54 ทุนกายภาพร้อยละ 17 และภาษีสุทธิจากเงินอุดหนุนประมาณร้อยละ 3 โดยตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อยจากการปัดเศษ (Alsamawi et al., 2020)
ตัวเลขดังกล่าวมิได้หมายความว่าทุนไม่มีตัวตนสามารถสร้างมูลค่าโดยปราศจากแรงงาน เพราะสิทธิบัตร ซอฟต์แวร์ แบบผลิตภัณฑ์ และองค์ความรู้ทั้งหมดล้วนเกิดจากแรงงานของนักวิจัย วิศวกร นักออกแบบ โปรแกรมเมอร์ และแรงงานวิชาชีพประเภทต่าง ๆ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครสร้างมูลค่า” แต่รวมถึงว่า “ใครเป็นเจ้าของสิทธิ ใครควบคุมการใช้ และใครสามารถยึดครองผลตอบแทนจากมูลค่าที่เกิดขึ้น”
.
การสร้างมูลค่า การยึดครองมูลค่า และการจัดสรรมูลค่า
การวิเคราะห์มูลค่าจากนวัตกรรมควรแยกออกเป็นอย่างน้อย 3 กระบวนการ ได้แก่ การสร้างมูลค่า การยึดครองมูลค่า และการจัดสรรมูลค่า
การสร้างมูลค่า (value creation) หมายถึง กระบวนการที่ความรู้ ทักษะ เทคโนโลยี แรงงาน และทรัพยากรถูกนำมาผสมผสานจนเกิดผลิตภัณฑ์ บริการ หรือประสบการณ์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ การสร้างมูลค่าจึงมักเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย ผู้ประดิษฐ์ วิศวกร โปรแกรมเมอร์ แรงงานผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ใช้ และหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนการวิจัยขั้นพื้นฐาน
การยึดครองมูลค่า (value capture) หมายถึง ความสามารถของบุคคลหรือองค์กรในการเปลี่ยนมูลค่าที่เกิดขึ้นให้เป็นรายได้ กำไร ค่าธรรมเนียม ค่าสิทธิ หรือผลประโยชน์อื่น Teece (1986) อธิบายว่า ผู้สร้างนวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ได้รับผลตอบแทนสูงสุดเสมอไป เพราะการได้ประโยชน์จากนวัตกรรมยังขึ้นอยู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การครอบครองทรัพย์สินประกอบที่จำเป็น เช่น การผลิต การตลาดและช่องทางจัดจำหน่าย ตลอดจนโครงสร้างอำนาจในอุตสาหกรรม
ส่วน การจัดสรรมูลค่า (value distribution) หมายถึง การกระจายรายได้และผลตอบแทนระหว่างผู้มีส่วนร่วม เช่น เงินเดือนนักวิจัย ค่าจ้างแรงงานผลิต กำไรของบริษัท ค่าสิทธิของเจ้าของเทคโนโลยี รายได้ของผู้รับจ้างผลิต ภาษีของรัฐ และผลประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับ
ความแตกต่างของแนวคิดทั้งสามทำให้เห็นว่า ผู้สร้างสรรค์ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ และผู้ได้รับผลประโยชน์อาจไม่ใช่บุคคลหรือองค์กรเดียวกัน ตัวอย่างเช่น วิศวกรอาจเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีในฐานะลูกจ้าง แต่สิทธิบัตรอาจตกเป็นของบริษัทตามสัญญาจ้าง วิศวกรได้รับเงินเดือนและอาจได้รับโบนัสหรือหุ้น ขณะที่บริษัทได้รับรายได้จากการอนุญาตใช้สิทธิเป็นเวลาหลายปี ความแตกต่างนี้เป็นหัวใจสำคัญของการจัดการนวัตกรรมในระบบเศรษฐกิจร่วมสมัย
.
แรงงานผู้สร้างสรรค์กับกรรมสิทธิ์ในผลงาน
คำว่า “ผู้สร้างสรรค์” ไม่ควรถูกจำกัดเฉพาะบุคคลผู้มีชื่อปรากฏในสิทธิบัตรหรือผลงาน เพราะนวัตกรรมจำนวนมากเกิดจากกระบวนการสะสมความรู้และการทำงานร่วมกันภายในองค์กร ผู้ประดิษฐ์ตามกฎหมายอาจเป็นบุคคล แต่ผู้ถือสิทธิและผู้บริหารผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมักเป็นบริษัท
ในทางวิเคราะห์ ควรแยกบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
แรงงานทั้งสามกลุ่มแรกมีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่า แต่ความสามารถในการยึดครองมูลค่าระยะยาวมักกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มที่สี่ เนื่องจากเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และควบคุมเงื่อนไขการเข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้น การกล่าวว่า “ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างมูลค่ามากกว่าแรงงาน” อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยปราศจากแรงงาน ข้อเสนอที่แม่นยำกว่าคือ ทรัพย์สินทางปัญญาทำหน้าที่เปลี่ยนผลผลิตจากแรงงานสร้างสรรค์ให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถถือครอง ควบคุม ทำซ้ำ อนุญาตให้ใช้ และสร้างรายได้ต่อเนื่องได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทักษะและความคิดสร้างสรรค์เป็นแหล่งกำเนิดของนวัตกรรม ขณะที่สิทธิทางกฎหมายและโครงสร้างธุรกิจเป็นกลไกกำหนดว่าใครสามารถนำมูลค่าจากนวัตกรรมนั้นไปใช้ประโยชน์ได้
.
Arm: การเปลี่ยนแบบชิปให้เป็นสินทรัพย์สร้างรายได้
Arm Holdings เป็นกรณีสำคัญของบริษัทที่ไม่ได้อาศัยการผลิตไมโครชิปจำนวนมากด้วยตนเองเป็นหลัก แต่พัฒนาสถาปัตยกรรมชุดคำสั่ง แบบแกนประมวลผล และทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้อง แล้วอนุญาตให้บริษัทอื่นนำไปใช้ในการออกแบบชิปของตน
ห่วงโซ่การสร้างมูลค่าของ Arm ประกอบด้วยผู้มีบทบาทหลายฝ่าย กล่าวคือ นักวิจัยและวิศวกรของ Arm พัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐาน บริษัทอย่าง Apple, Qualcomm, MediaTek และ Samsung นำสิทธิหรือองค์ความรู้ดังกล่าวไปออกแบบชิปสำหรับผลิตภัณฑ์ของตน โรงงานรับจ้างผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เช่น TSMC และ Samsung Foundry ผลิตชิปทางกายภาพ ขณะที่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์นำชิปไปประกอบเป็นโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรืออุปกรณ์ดิจิทัลอื่น ๆ
Arm จึงมีบทบาทเสมือนผู้ควบคุม “สถาปัตยกรรมความรู้” ที่ถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์จำนวนมาก รายได้ของบริษัทมาจากค่าธรรมเนียมการอนุญาตใช้สิทธิและค่ารอยัลตีที่สัมพันธ์กับจำนวนชิปหรือผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย ตัวแบบนี้ทำให้ Arm สามารถเข้าร่วมในการยึดครองมูลค่าจากผลิตภัณฑ์จำนวนมหาศาลโดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รับภาระการลงทุนทั้งหมดในโรงงานผลิตชิป
อย่างไรก็ตาม มูลค่าที่ Arm ได้รับมิได้เกิดจากสิทธิบัตรหรือสัญญาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำงานของนักวิจัย วิศวกร ผู้พัฒนาเครื่องมือ และระบบสนับสนุนจำนวนมาก การบริหารทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นกระบวนการเปลี่ยนองค์ความรู้ที่แรงงานสร้างขึ้นให้กลายเป็นสินทรัพย์ขององค์กร และขยายผลผ่านเครือข่ายผู้รับสิทธิทั่วโลก

.
Dolby: การผสานเทคโนโลยี มาตรฐาน การรับรอง และแบรนด์
Dolby Laboratories ใช้ตัวแบบธุรกิจที่คล้าย Arm ในแง่การให้สิทธิใช้เทคโนโลยี แต่มีองค์ประกอบเพิ่มเติมคือการรับรองมาตรฐานและการใช้ตราสินค้า Dolby พัฒนาเทคโนโลยีประมวลผลเสียงและภาพ เช่น Dolby Atmos และ Dolby Vision แล้วอนุญาตให้ผู้ผลิตโทรทัศน์ โทรศัพท์ ระบบเสียง โรงภาพยนตร์ และผู้ให้บริการสื่อฝังเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ในผลิตภัณฑ์หรือบริการของตน กลไกการจัดการมูลค่าของ Dolby ประกอบด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี การจดสิทธิบัตร การกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค การอนุญาตใช้สิทธิ การตรวจสอบความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์ และการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านข้อกำหนดสามารถแสดงตรา Dolby ซึ่งทำหน้าที่เป็นสัญญาณด้านคุณภาพแก่ผู้บริโภค
Dolby จึงไม่ได้ขายเพียงเทคโนโลยี แต่จำหน่าย “ระบบความน่าเชื่อถือ” ซึ่งประกอบด้วยสิทธิบัตร ความรู้ทางเทคนิค การรับรอง และชื่อเสียงของแบรนด์ เมื่อผู้ผลิตรายอื่นใช้ระบบดังกล่าว Dolby สามารถรับค่าสิทธิหรือค่ารอยัลตีจากผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่บริษัทไม่ได้ผลิตเอง เมื่อเปรียบเทียบกัน Arm ควบคุมเทคโนโลยีฐานที่ทำให้ระบบประมวลผลสามารถทำงานได้ ส่วน Dolby ควบคุมเทคโนโลยีและมาตรฐานด้านประสบการณ์เสียงและภาพ ทั้งสองกรณีแสดงให้เห็นว่า อำนาจทางเศรษฐกิจมิได้ขึ้นอยู่กับการเป็นผู้ผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการควบคุมองค์ประกอบสำคัญซึ่งผู้ผลิตรายอื่นจำเป็นต้องนำไปใช้
.
ห่วงโซ่มูลค่าและเส้นโค้งรอยยิ้ม
การกระจายมูลค่าในระบบดังกล่าวสามารถอธิบายด้วยแนวคิด “เส้นโค้งรอยยิ้ม” หรือ smile curve ซึ่งเสนอว่า กิจกรรมต้นน้ำ เช่น การวิจัย การออกแบบ และการพัฒนาเทคโนโลยี และกิจกรรมปลายน้ำ เช่น การสร้างแบรนด์ การตลาด การจัดจำหน่าย และบริการหลังการขาย มักได้รับมูลค่าเพิ่มสูงกว่ากิจกรรมการผลิตหรือประกอบที่อยู่ตรงกลางห่วงโซ่
งานของ Dedrick et al. (2010) ซึ่งศึกษาห่วงโซ่มูลค่าของ iPod และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กพบว่า บริษัทผู้ควบคุมการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทรัพย์สินทางปัญญา แบรนด์ และตลาดสามารถยึดครองผลตอบแทนได้สูง ขณะที่แรงงานประกอบสินค้า แม้มีความจำเป็นต่อการผลิต กลับได้รับผลตอบแทนต่อหน่วยค่อนข้างต่ำ
อย่างไรก็ตาม WIPO (2017) เตือนว่า แนวคิดเส้นโค้งรอยยิ้มเป็นเพียงคำอธิบายเชิงแนวคิด เพราะในระบบเศรษฐกิจจริง ห่วงโซ่มูลค่าของหลายบริษัทเชื่อมโยงและซ้อนทับกัน การคำนวณว่ากิจกรรมใดสร้างมูลค่าเท่าใดจึงมีความซับซ้อน นอกจากนี้ กำไรของบริษัทผู้ถือ IP อาจเกิดขึ้นพร้อมกับค่าจ้างของนักวิจัยและวิศวกรภายในบริษัทเดียวกัน การเปรียบเทียบ “ทุนไม่มีตัวตน” กับ “แรงงาน” จึงไม่ใช่การแบ่งสิ่งที่แยกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์
.
จากผลตอบแทนนวัตกรรมสู่ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ
การให้สิทธิใช้ทรัพย์สินทางปัญญามีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากช่วยให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีความเสี่ยง และเปิดโอกาสให้บริษัทอื่นนำเทคโนโลยีไปใช้โดยไม่ต้องเริ่มวิจัยใหม่ทั้งหมด ระบบการให้สิทธิจึงสามารถส่งเสริมการแพร่กระจายของนวัตกรรม การแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ และการสร้างมาตรฐานร่วมในอุตสาหกรรม
แต่เมื่อบริษัทสามารถควบคุมเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อทั้งอุตสาหกรรม สิทธิในนวัตกรรมอาจเปลี่ยนจากเครื่องมือสนับสนุนการสร้างสรรค์ไปเป็นเครื่องมือเรียกเก็บ “ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ” หรือ economic rent ค่าเช่าดังกล่าวหมายถึงผลตอบแทนที่เกิดจากการควบคุมสิทธิหรือทรัพยากรที่ผู้อื่นเข้าถึงได้ยาก มิใช่ผลตอบแทนจากการผลิตเพิ่มเติมโดยตรง
Durand and Milberg (2020) เรียกปรากฏการณ์ที่บริษัทชั้นนำใช้ทรัพย์สินทางปัญญาควบคุมห่วงโซ่มูลค่าและยึดครองผลตอบแทนจากผู้ผลิตรายอื่นว่า “การผูกขาดทางปัญญา” หรือ intellectual monopoly ขณะที่ Rikap (2021) เสนอแนวคิด “ทุนนิยมผูกขาดทางปัญญา” หรือ intellectual monopoly capitalism เพื่ออธิบายระบบที่บรรษัทขนาดใหญ่ควบคุมองค์ความรู้ เทคโนโลยี ข้อมูล และเครือข่ายนวัตกรรม แล้วใช้ทรัพย์สินเหล่านี้กำกับองค์กรอื่นซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของตน
จากมุมมองนี้ Arm และ Dolby ไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายใบอนุญาต แต่เป็นผู้กำหนดกติกาบางส่วนของระบบเทคโนโลยี บริษัทพันธมิตรสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ของตนได้ แต่ต้องดำเนินการภายใต้ขอบเขตสิทธิ มาตรฐาน และข้อกำหนดที่เจ้าของเทคโนโลยีกำหนด
.
กลไกของทุนนิยมดิจิทัล
ระบบของ Arm และ Dolby สามารถเรียกว่าเป็นกลไกหนึ่งของ “ทุนนิยมดิจิทัล” ได้ เพราะมีลักษณะสำคัญหลายประการ ประการแรก ความรู้และการออกแบบถูกเปลี่ยนให้เป็นสินทรัพย์ที่มีเจ้าของ แม้ว่าความรู้จะสามารถทำซ้ำและใช้พร้อมกันได้โดยไม่สูญสิ้นเหมือนทรัพยากรกายภาพ แต่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและสัญญาอนุญาตทำให้เจ้าของสามารถจำกัดการเข้าถึงและเรียกเก็บผลตอบแทนจากการใช้ได้
ประการที่สอง บริษัทสามารถขยายรายได้ในระดับโลกโดยไม่ต้องขยายทรัพย์สินทางกายภาพในอัตราเดียวกัน เมื่อแบบชิป ซอฟต์แวร์ หรือมาตรฐานได้รับการพัฒนาแล้ว การให้สิทธิแก่ผู้ใช้เพิ่มเติมมีต้นทุนส่วนเพิ่มต่ำกว่าการตั้งโรงงานและผลิตสินค้าทุกหน่วยด้วยตนเอง
ประการที่สาม รายได้มีลักษณะต่อเนื่องและสัมพันธ์กับเครือข่ายการใช้งาน ยิ่งเทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์จำนวนมาก รายได้จากค่ารอยัลตีก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และหากเทคโนโลยีกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม บริษัทเจ้าของสิทธิก็จะมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น
ประการที่สี่ โครงสร้างดังกล่าวทำให้เกิดความไม่สมมาตรระหว่างผู้สร้างสรรค์กับผู้ถือสิทธิ แรงงานอาจได้รับค่าจ้างเพียงในช่วงที่ทำงาน แต่บริษัทสามารถรับรายได้จากผลงานนั้นตลอดระยะเวลาคุ้มครองหรือระยะเวลาที่เทคโนโลยียังมีอำนาจในตลาด
อย่างไรก็ตาม Arm และ Dolby ไม่ควรถูกจัดเป็น “ทุนนิยมแพลตฟอร์ม” อย่างตรงไปตรงมา เพราะทั้งสองไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตลาดกลางเชื่อมผู้ใช้หลายด้านแบบ Facebook, Uber หรือ Airbnb คำอธิบายที่แม่นยำกว่าคือ ทั้งสองเป็น ตัวแบบธุรกิจฐานทรัพย์สินทางปัญญา (IP-based business model) และเป็น กลไกการสะสมทุนด้วยสินทรัพย์ไม่มีตัวตนภายใต้ทุนนิยมดิจิทัล
.
ปัญหาความเป็นธรรมในการจัดสรรมูลค่า
การจัดการทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นปัญหาในตัวเอง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อระบบผลตอบแทนไม่สะท้อนการมีส่วนร่วมของผู้สร้างสรรค์และแรงงานอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อผู้สร้างสรรค์ได้รับเพียงเงินเดือน แต่ไม่ได้รับส่วนแบ่งจากความสำเร็จระยะยาวของผลงาน สิทธิทั้งหมดถูกโอนไปยังองค์กรโดยไม่มีระบบรางวัลเพิ่มเติม แรงงานในห่วงโซ่การผลิตได้รับค่าจ้างต่ำ แม้ผลิตภัณฑ์สร้างกำไรและรายได้จากสิทธิในระดับสูง บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีใช้อำนาจทางมาตรฐานหรือข้อจำกัดตามสัญญาปิดกั้นการแข่งขัน งานวิจัยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐถูกแปรสภาพเป็นสิทธิเอกชนโดยสาธารณะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจำกัด ผู้สร้างข้อมูล ผู้ใช้ และชุมชนที่เป็นแหล่งความรู้ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่า ประเด็นเหล่านี้แสดงว่า การบริหารนวัตกรรมไม่ควรจำกัดอยู่ที่การคุ้มครองสิทธิขององค์กร แต่ควรครอบคลุมถึงความเป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์แก่ผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด
.
ข้อเสนอสำหรับการจัดการมูลค่าที่เป็นธรรม
องค์กรที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นฐานของธุรกิจควรพัฒนาระบบจัดการมูลค่าอย่างน้อย 6 ด้าน
ประการแรก ควรทำแผนที่ผู้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่า โดยระบุให้ได้ว่าใครเป็นผู้ริเริ่มความคิด ใครพัฒนาเทคโนโลยี ใครปรับปรุงต่อยอด ใครรับความเสี่ยง และใครทำให้เทคโนโลยีสามารถใช้ในตลาดได้จริง การประเมินดังกล่าวต้องมองเกินกว่ารายชื่อผู้ประดิษฐ์ในสิทธิบัตร
ประการที่สอง ควรแยกกรรมสิทธิ์ทางกฎหมายออกจากการรับรองคุณูปการ แม้บริษัทจะเป็นเจ้าของสิทธิตามสัญญาจ้าง แต่ผู้สร้างสรรค์ควรได้รับการระบุชื่อ การยอมรับ และผลตอบแทนตามความเหมาะสม
ประการที่สาม ควรออกแบบระบบแบ่งปันผลตอบแทน เช่น โบนัสจากการประดิษฐ์ ส่วนแบ่งค่ารอยัลตี หุ้นหรือสิทธิซื้อหุ้น การแบ่งปันกำไร และกองทุนสนับสนุนทีมวิจัย ระบบดังกล่าวช่วยเชื่อมผลตอบแทนของแรงงานสร้างสรรค์เข้ากับความสำเร็จระยะยาวของนวัตกรรม
ประการที่สี่ ควรกำหนดสิทธิในองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือให้ชัดเจน โดยแยกระหว่างทรัพย์สินทางปัญญาที่มีอยู่เดิมหรือ background IP กับทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นจากโครงการร่วม เช่น foreground IP และ sideground IP เพื่อป้องกันความขัดแย้งและเปิดโอกาสให้คู่ความร่วมมือได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม
ประการที่ห้า การกำหนดค่าธรรมเนียมและค่าสิทธิควรสัมพันธ์กับมูลค่าที่เทคโนโลยีสร้างขึ้น ความเสี่ยงในการลงทุน ระยะเวลาคุ้มครอง และความจำเป็นของเทคโนโลยีต่ออุตสาหกรรม หากเทคโนโลยีกลายเป็นมาตรฐานที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้ ก็ควรมีเงื่อนไขการอนุญาตที่เป็นธรรม สมเหตุสมผล และไม่เลือกปฏิบัติ
ประการสุดท้าย องค์กรควรเปิดเผยหลักการจัดสรรมูลค่าอย่างโปร่งใส เช่น สัดส่วนรายได้จากค่ารอยัลตี นโยบายตอบแทนผู้ประดิษฐ์ การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่ได้รับทุนสาธารณะ และมาตรฐานแรงงานของคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน
.
กรอบการวิเคราะห์การจัดการมูลค่า
การศึกษานวัตกรรมหนึ่งเรื่องอาจใช้คำถาม 5 ประการเป็นกรอบวิเคราะห์ ได้แก่ (1) ใครสร้างมูลค่า — บุคคล ทีมงาน องค์กร คู่ค้า ผู้ใช้ หรือภาครัฐมีส่วนร่วมอย่างไร (2) อะไรถูกทำให้เป็นทรัพย์สิน — สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ แบบผลิตภัณฑ์ ข้อมูล มาตรฐาน หรือแบรนด์ (3) ใครถือครองและควบคุมสิทธิ — ผู้ประดิษฐ์ นายจ้าง บริษัทแม่ มหาวิทยาลัย หรือพันธมิตร (4) รายได้ถูกสร้างและจัดเก็บอย่างไร — การขายสินค้า ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ค่ารอยัลตี การรับรอง หรือค่าสมาชิก (5) มูลค่าถูกจัดสรรแก่ใคร — แรงงาน ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร คู่ค้า รัฐ และสังคมได้รับส่วนแบ่งอย่างไร
กรอบนี้ช่วยเปลี่ยนการวิเคราะห์จากคำถามอย่างง่ายว่า “ใครเป็นเจ้าของสิทธิบัตร” ไปสู่คำถามที่กว้างขึ้นว่า “ระบบนวัตกรรมทั้งระบบร่วมกันสร้างมูลค่าอย่างไร และโครงสร้างใดเป็นผู้กำหนดการแบ่งผลประโยชน์”
.
บทสรุป
เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้ลดความสำคัญของแรงงาน แต่เปลี่ยนวิธีที่ผลผลิตจากแรงงานถูกทำให้เป็นทรัพย์สินและสร้างรายได้ ความรู้ของนักวิจัย ทักษะของวิศวกร ความคิดของนักออกแบบ และความสามารถของแรงงานผลิตถูกผสานเข้าด้วยกันจนเกิดนวัตกรรม แต่สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ สัญญาอนุญาต มาตรฐาน และตราสินค้าเป็นกลไกที่กำหนดว่าใครสามารถควบคุมและยึดครองผลตอบแทนจากนวัตกรรมนั้น
กรณีของ Arm และ Dolby แสดงให้เห็นว่า บริษัทสามารถสร้างความได้เปรียบจากการควบคุมองค์ประกอบสำคัญของเทคโนโลยี โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตสินค้าทั้งหมดด้วยตนเอง ตัวแบบดังกล่าวช่วยให้ความรู้แพร่กระจายไปยังพันธมิตรจำนวนมาก และทำให้เจ้าของเทคโนโลยีได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน อย่างไรก็ดี หากสิทธิถูกใช้เพื่อจำกัดการแข่งขันหรือยึดครองมูลค่าจากผู้มีส่วนร่วมอื่นอย่างไม่สมดุล ระบบดังกล่าวก็อาจกลายเป็นกลไกของทุนนิยมผูกขาดทางปัญญา
การจัดการมูลค่าที่เหมาะสมจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการให้แรงจูงใจแก่ผู้ลงทุน การคุ้มครองผู้สร้างสรรค์ การให้ผลตอบแทนแก่แรงงาน การเปิดโอกาสให้นวัตกรรมแพร่กระจาย และการป้องกันการใช้อำนาจผูกขาด ประเด็นสำคัญมิใช่การเลือกระหว่าง “ทรัพย์สินทางปัญญา” กับ “แรงงาน” แต่คือการออกแบบสถาบันและตัวแบบธุรกิจให้ผู้มีส่วนร่วมในการสร้างมูลค่าได้รับการยอมรับ มีอำนาจต่อรอง และได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าที่ตนร่วมสร้างอย่างเหมาะสม
.
เรียบเรียงโดย
ผศ. ดร. สุนทร คุณชัยมัง
ICIK Academy – สถาบันนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ความรู้
22 กันยายน 2569
.
.
เอกสารอ้างอิง
Alsamawi, A., Cadestin, C., Jaax, A., Guilhoto, J. J. M., Miroudot, S., & Zürcher, C. (2020).
Returns to intangible capital in global value chains: New evidence on trends and policy determinants (OECD Trade Policy Papers No. 240). OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/4cd06f19-en
Cadestin, C., Jaax, A., Miroudot, S., & Zürcher, C. (2021). Multinational enterprises and
intangible capital (OECD Science, Technology and Industry Policy Papers No. 118). OECD Publishing. https://doi.org/10.1787/6827b3c9-en
Dedrick, J., Kraemer, K. L., & Linden, G. (2010). Who profits from innovation in global value
chains? A study of the iPod and notebook PCs. Industrial and Corporate Change, 19(1), 81–116. https://doi.org/10.1093/icc/dtp032
Durand, C., & Milberg, W. (2020). Intellectual monopoly in global value chains. Review of
International Political Economy, 27(2), 404–429. https://doi.org/10.1080/09692290.2019.1660703
Rikap, C. (2021). Capitalism, power and innovation: Intellectual monopoly capitalism
uncovered. Routledge. https://doi.org/10.4324/9780429341489
Teece, D. J. (1986). Profiting from technological innovation: Implications for integration,
collaboration, licensing and public policy. Research Policy, 15(6), 285–305. https://doi.org/10.1016/0048-7333(86)90027-2
World Intellectual Property Organization. (2017). World intellectual property report 2017:
Intangible capital in global value chains. https://www.wipo.int/publications/en/details.jsp?id=4225
.