การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Systems Transformation) ในระดับโลกไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เกิดจากความสามารถในการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้เล่นจำนวนมากที่มีผลประโยชน์ ความเชื่อ และระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน Christiana Figueres เป็นตัวอย่างสำคัญของผู้นำที่มีสมรรถนะด้าน Transforming Systems Capability ผ่านการสร้างวิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) การเปลี่ยนกรอบความคิด (mindset shift) การสร้างความไว้วางใจ (trust building) และการออกแบบกลไกธรรมาภิบาลใหม่ที่ทำให้ระบบระหว่างประเทศสามารถเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน (Figueres, 2016) Figueres เป็นนักการทูตชาวคอสตาริกา และดำรงตำแหน่ง Executive Secretary ของ United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) ระหว่างปี ค.ศ. 2010–2016 เธอมีบทบาทสำคัญในการนำกระบวนการเจรจาของประเทศสมาชิก 196 ประเทศไปสู่ความสำเร็จของ Paris Agreement ในปี ค.ศ. 2015 ซึ่งถือเป็นข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกที่มีความสำคัญที่สุดฉบับหนึ่งในประวัติศาสตร์ (UNFCCC, 2015)
Figueres เกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1956 ที่กรุงซานโฮเซ ประเทศคอสตาริกา สำเร็จการศึกษาจาก Swarthmore College ด้าน Anthropology และ London School of Economics ด้าน Social Anthropology ก่อนเข้าสู่บทบาทด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เธอเคยเป็นผู้แทนการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศของคอสตาริกา และภายหลังสิ้นสุดวาระที่ UNFCCC ได้ร่วมก่อตั้ง Global Optimism และทำงานด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง (Figueres & Rivett-Carnac, 2020)
การนำไปสู่ Paris Agreement (2015): การออกแบบระบบความร่วมมือใหม่
เมื่อ Figueres เข้ารับตำแหน่ง Executive Secretary ของ UNFCCC ในปี ค.ศ. 2010 การเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศอยู่ในภาวะวิกฤต หลังจากการประชุม COP15 ที่กรุงโคเปนเฮเกนในปี ค.ศ. 2009 ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ทุกประเทศยอมรับร่วมกันได้ แทนที่จะใช้แนวทางการเจรจาแบบเผชิญหน้า (adversarial negotiation) ซึ่งแต่ละประเทศพยายามปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง Figueres เลือกสร้างกระบวนการที่เน้นความไว้วางใจ ความโปร่งใส และความเป็นเจ้าของร่วมของทุกฝ่าย (shared ownership) (Figueres, 2016)
ผลลัพธ์คือ Paris Agreement ซึ่งแตกต่างจากข้อตกลงในอดีตตรงที่ไม่ได้กำหนดภาระผูกพันแบบเดียวกันสำหรับทุกประเทศ แต่เปิดโอกาสให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายของตนเองผ่าน Nationally Determined Contributions (NDCs) และมีระบบทบทวนเพื่อเพิ่มระดับความทะเยอทะยานอย่างต่อเนื่อง (UNFCCC, 2015) จุดเปลี่ยนสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงที่การกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก แต่คือการออกแบบ ระบบธรรมาภิบาลใหม่ (governance architecture) ที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และยกระดับความร่วมมือในระยะยาว (Figueres, 2016)
เปลี่ยนจาก Zero-sum Negotiation สู่ Positive-sum Collaboration
หนึ่งในบทบาทสำคัญของ Figueres คือการเปลี่ยนกรอบคิดของการเจรจาจากการแข่งขันระหว่างประเทศไปสู่ความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วม (co-benefits) เธอเสนอว่า Climate Change ไม่ควรถูกมองเป็นเกมที่ฝ่ายหนึ่งต้องเสียประโยชน์เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับประโยชน์ แต่เป็น Shared Global Challenge ที่ทุกประเทศสามารถได้รับประโยชน์ร่วมกันจากการเปลี่ยนผ่าน เช่น การสร้างเศรษฐกิจสีเขียว การสร้างงานใหม่
ความมั่นคงด้านพลังงาน การปรับปรุงสุขภาพประชาชน การสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
การเปลี่ยน Narrative ดังกล่าวช่วยให้การดำเนินงานด้านภูมิอากาศไม่ถูกมองว่าเป็นภาระทางเศรษฐกิจ แต่เป็นโอกาสในการออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ (Figueres & Rivett-Carnac, 2020)
เปลี่ยนบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จาก Government-centered สู่ Whole-of-Society Approach
ก่อนยุค Paris Agreement การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศมักถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและการเจรจาระหว่างประเทศเป็นหลัก Figueres ผลักดันให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ได้แก่ ภาคธุรกิจ
นักลงทุน เมือง สถาบันการเงิน ภาคประชาสังคม เยาวชน ชุมชนท้องถิ่น แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนจากระบบธรรมาภิบาลแบบรัฐเป็นศูนย์กลาง (state-centered governance) ไปสู่ระบบที่ทุกภาคส่วนมีบทบาทร่วมกัน (multi-stakeholder governance) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ (Hale, 2016)
สร้าง Narrative ใหม่: จากความกลัวสู่ความหวังในการเปลี่ยนแปลง
Figueres ให้ความสำคัญอย่างมากกับบทบาทของ Narrative หรือเรื่องเล่าที่กำหนดพฤติกรรมของสังคม เธอเสนอว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากผู้คนมองอนาคตด้วยความสิ้นหวัง เธอจึงเสนอกรอบคิดใหม่ว่า การแก้ปัญหาภูมิอากาศไม่ใช่การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เป็นโอกาสในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น เป็นธรรม และสามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว (Figueres & Rivett-Carnac, 2020) การเปลี่ยน Narrative นี้มีความสำคัญ เพราะระบบสังคมไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกฎระเบียบและเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังถูกกำหนดโดยความเชื่อและความหมายร่วมของผู้คน
จาก Climate Governance สู่ Systems Transformation
บทเรียนสำคัญจาก Figueres คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายสิ่งแวดล้อมเพียงด้านเดียว แต่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันในหลายระบบ ได้แก่ ระบบพลังงาน ระบบอาหาร ระบบการเงิน ระบบอุตสาหกรรม ระบบเมือง ระบบการขนส่ง ดังนั้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สถาบัน และพฤติกรรมของสังคม (Figueres, 2016; Figueres & Rivett-Carnac, 2020)
บทสรุป
Christiana Figueres แสดงให้เห็นว่า Transforming Systems Capability ของผู้นำระดับโลกมิได้อยู่ที่อำนาจในการสั่งการ แต่คือความสามารถในการสร้างระบบความร่วมมือที่ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากสามารถเคลื่อนตัวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน บทเรียนสำคัญจากกรณีของเธอ ได้แก่ การเปลี่ยนระบบเริ่มจากการเปลี่ยนกรอบคิดและความหมายร่วม ความไว้วางใจเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความร่วมมือระดับโลก ปัญหาที่ซับซ้อนต้องใช้การรวมพลังจากหลายภาคส่วน ผู้นำเชิงระบบต้องสร้างอนาคตที่ผู้คนต้องการร่วมกัน ไม่ใช่เพียงบอกถึงปัญหาที่ต้องหลีกเลี่ยง ดังนั้น Figueres ไม่ได้เพียงช่วยให้เกิด Paris Agreement แต่มีบทบาทในการเปลี่ยนวิธีคิดของโลกเกี่ยวกับการจัดการปัญหาสภาพภูมิอากาศ จากการเจรจาระหว่างรัฐ ไปสู่การเปลี่ยนผ่านของทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคม
.
เรียบเรียงโดย
ผศ. ดร.สุนทร คุณชัยมัง
ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ความรู้
.
References
Figueres, C. (2016). The Paris Agreement and the new logic of international climate policy.
Global Policy, 7(S2), 6–13.
Figueres, C., & Rivett-Carnac, T. (2020). The future we choose: Surviving the climate crisis.
Alfred A. Knopf.
Hale, T. (2016). “All hands on deck”: The Paris Agreement and nonstate climate action.
Global Environmental Politics, 16(3), 12–22.
United Nations Framework Convention on Climate Change. (2015). Adoption of the Paris
Agreement (Decision 1/CP.21). United Nations.