ก้าวเข้าสู่เดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงกลางปีที่หลายองค์กรเริ่มทบทวนเป้าหมาย ทิศทางธุรกิจ และประเมินศักยภาพของบุคลากร สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันคือ “ทักษะ” ของคนทำงานที่ต้องยกระดับให้เหนือกว่าเดิม ICIK Academy ขอพาทุกท่านไปเจาะลึก 4 ทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานยุคนี้กำลังตามหาและพร้อมจ่ายค่าตอบแทนสูงเพื่อดึงตัวมาร่วมงาน
ในปี 2026 การใช้ AI พื้นฐานไม่ใช่เรื่องใหม่หรือข้อได้เปรียบอีกต่อไป แต่สิ่งที่องค์กรต้องการคือ “ผู้ที่สามารถประยุกต์ใช้ AI ในระดับกลยุทธ์” (AI Fluency) ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก คาดการณ์แนวโน้มตลาด เขียนโค้ด หรือวางแผนแคมเปญ นอกจากนี้ ทักษะขั้นกว่าคือ AI Orchestration หรือการบริหารจัดการเครื่องมือ AI หลายๆ ตัวให้ทำงานสอดประสานกันเพื่อสร้าง Workflow อัตโนมัติ ทักษะนี้จะช่วยย่นเวลาการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มผลลัพธ์ได้อย่างมหาศาล
เรามีข้อมูลระดับ Big Data มหาศาล และมี AI ช่วยวิเคราะห์หา Insights ได้ในพริบตา แต่ตัวเลขดิบๆ หรือกราฟที่ซับซ้อนไม่สามารถโน้มน้าวใจคนได้ องค์กรจึงต้องการคนที่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมา “เล่าเรื่อง” (Storytelling) โดยเชื่อมโยงกับบริบททางธุรกิจ อารมณ์ความรู้สึก และพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อชี้เป้าให้ผู้บริหารหรือลูกค้าเห็นภาพตรงกันและตัดสินใจได้ทันที นี่คือทักษะแห่งศิลปะที่เครื่องจักรยังไม่สามารถทำได้ดีเท่ามนุษย์
เรากำลังอยู่ในโลกแห่งความผันผวน (BANI World) ที่ทุกอย่างเปราะบางและคาดเดาไม่ได้ แผนธุรกิจที่วางไว้อาจต้องถูกรื้อทิ้งแบบวันต่อวัน ทักษะทางอารมณ์ (Soft Skill) ในการล้มแล้วลุกไว (Resilience) พร้อมเปิดรับการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ตื่นตระหนก และสามารถสลัดความรู้เดิมที่ล้าสมัยทิ้งเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ (Unlearn & Relearn) คือกุญแจสำคัญที่ทำให้คนทำงานยุคนี้ไม่หมดไฟ (Burnout) ไปเสียก่อน
เมื่อทีมงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลก (Remote/Hybrid Work) และมีเพื่อนร่วมงานเป็นทั้งมนุษย์และ AI ความฉลาดทางอารมณ์ในการบริหารความสัมพันธ์ การอ่านภาษากายผ่านหน้าจอ การแสดงความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม กลายเป็นทักษะที่ช่วยยึดโยงทีมเวิร์กให้แข็งแกร่ง
บทสรุป: การลงทุนที่ดีที่สุดในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วคือ “การลงทุนในความรู้และทักษะของตนเอง”